WPM-Story

[Short Story of WPM] วันสำคัญ

posted on 28 Feb 2007 10:48 by matora  in WPM-Story

วันนี้เป็นวันสำคัญของฉันนะ เธอรู้มั้ย? เสียงเด็กสาวผมสีบรอนซ์ทองมัดรวบขึ้นเอ่ยขึ้นกับตนเอง ตอนนี้เธอกำลังนั่งพิงหน้าต่างอยู่ รับแสงแดดในยามเช้า ทันใดนั้นเอง ก็ปรากฏร่างเด็กสาวอีกคน ที่หน้าตาไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่าเธอปล่อยผมยาวประบ่าเท่านั้นเอง

กี่ปีแล้วนะ.. ที่พวกเราละทิ้งสงครามนั้น เด็กสาวคนเดิมยังคงกล่าวต่อ

พี่มาโทระ.. พี่คิดว่ามันจบแล้วจริงๆงั้นหรอ? เด็กสาวคนที่สองเอ่ยขัด ทำให้เด็กสาวคนแรกที่ชื่อว่ามาโทระ หันไปมองอย่างแปลกใจ

ต่อไป ฉันก็คงจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งนั้นแล้ว เจ้าหญิงแห่งลมผู้ปกป้องรักษาความสงบสุข เพราะว่าคนที่จะรับช่วงสืบทอดต่อจากฉัน จะถือกำเนิดขึ้นมาสักวันหนึ่ง มาโทระเปรยเบาๆ แล้วหลุบตาต่ำลง ภายใต้น้ำเสียงที่ดูเศร้าในช่วงท้ายๆ

วันนี้ เป็นวันอะไร เธอรู้มั้ย? เมลเทลิ มาโทระเอ่ยถามอีกครั้ง เด็กสาวอีกคนหนึ่งที่มีนามว่าเมลเทลิสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะยืนเงียบ

ฉันไม่รู้ เธอตอบเสียงเรียบ

มันเป็นวันที่.. ฉันถูกขับไล่ออกจากบ้านโดยพ่อของฉัน และได้เข้าเป็นผู้สืบทอดคนที่สี่ของตระกูลจัสติก และเป็นวันที่ฉันได้พบกับพวกไอรีส และยังเป็นวันแห่งการจากลาระหว่างพวกเราอีกด้วย มาโทระเริ่มเล่า น้ำตาเริ่มพรั่งพรูออกมาทีละน้อย

ฉันเชื่อนะ.. ว่าสักวัน ทุกคนจะหาฉันเจอ มาโทระยังคงเอ่ยต่อไปอีกครั้งหนึ่ง เมลเทลิได้แต่ถอนหายใจ อย่างปลงๆ

อดีต คือความทรงจำนะคะ.. พี่ไม่ควรจะยึดติดกับมันมากเกินไป เมลเทลิเอ่ย ก่อนที่ร่างของเธอจะค่อยๆเลือนหายไปช้าๆ

ก๊อก ก๊อก

ประตูห้องถูกเคาะ ทำให้มาโทระหันไปมอง

ใคร?? เธอถามอย่างระแวง

ผมเองครับ เสียงที่ได้ยินอยู่ทุกวัน เสียงที่คุ้นเคย แต่ไม่ใช่เขา..

เข้ามาสิ มาโทระพูดจบจู่ๆ ผมของเธอก็เปลี่ยนเป็นสีดำน้ำเงินมัดรวบไว้กลางหลัง นัยน์ตาสีฟ้าสว่าง เปลี่ยนเป็นสองสี คือสีม่วงและแดงทับทิม

ผมมารบกวนหรือเปล่าครับ? เขาก็เปิดประตูเข้ามา เป็นชายหนุ่มที่สูงกว่ามาโทระสักประมาณ 4-5เซนติเมตร เห็นจะได้ ผมสีเงิน ผิวคล้ำน้ำตาล และนัยน์ตาสองสี นั่นคือทองและมรกต น้ำเสียงที่ดูเป็นคนไม่เอาไหน แต่ภายใต้แววตาสองสีนั้น มีประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นอยู่เต็มเปี่ยม

ไม่หรอก มีอะไรให้ช่วย มาโทระถามห้วนๆ ทำให้เขาสะดุ้งอย่างตกใจ เพราะเสียงของเธอในเวลานี้ดูดุดันและน่ากลัว และยังฟังเหมือนมีอำนาจอีกด้วย

ไม่ครับ แต่ผมมีข้อความจดหมายจากท่านแม่พระลิวครีช ฝากถึงท่าน เขาโค้งคำนับแล้วยื่นกระดาษที่เป็นเหมือนจดหมายมาให้ มาโทระทำหน้าปลงอนิจจัง ก่อนจะหยิบมาอ่าน

ฉันบอกไปตั้งไม่รู้กี่ครั้ง ว่าไม่ต้องเรียกฉันว่าท่าน ก็เราน่ะ อายุเท่ากันนะ เธอบ่นด้วยอารมณ์เซ็งๆ ก่อนจะค่อยๆคลี่จดหมาย ที่นี่ช่างเป็นสถานที่ที่ไม่ชินกับเธอเอาเสียเลย เธออยู่ที่นี่มาครบสองปีแล้ว เพราะหน้าที่จากกษัตริย์เมืองหลวงอลิเซีย ที่บอกให้เธอมาทำงานที่นี่ โดยทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนไป ข่าวคราวที่จะได้กลับก็หาได้มีไม่? ช่างไม่ยุติธรรมสำหรับตัวเธอเอาเสียเลย มันเป็นเพียงแค่ความหวังลมๆแล้งๆเท่านั้น เรื่องจะกลับไปต่อสู้ร่วมกับพวกพ้อง เพราะจุดมุ่งหมายจริงๆของเธอคือหาผู้สืบทอดคนสุดท้ายของตระกูล ซึ่งก็ยังไม่ได้รับการยืนยันแน่ชัดว่าเป็นคนลักษณะไหน?

หลังจากที่เธอเปิดอ่านมัน เธอก็เบิกตากว้างอย่างตกใจ ก่อนจะโยนจดหมายขึ้นไปกลางอากาศ มันค่อยๆลุกเป็นไฟจนเหลือเพียงแค่ผงเถ้าธุลีเท่านั้น แล้วมาโทระจึงเดินออกไปจากห้อง

เกรย์ นายอย่านิ่งเฉย ตามมาเร็ว เธอหันไปพูดกับชายหนุ่มรุ่นเดียวกันนามว่าเกรย์ เขาพยักหน้า ก่อนจะรีบวิ่งตามเธอไป...

โบสถ์

หญิงสาวอายุราวๆยี่สิบต้นๆ กำลังกวาดใบไม้แห้งๆที่มีแต่สีดำนั้น อย่างสงบ ผมสีแดงเพลิงดูสะดุดตานั้น ทำให้เวลาไปที่ไหนก็คงจะมีแต่คนมองนั่นเอง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อน ที่ดูสุขุมและเยือกเย็น เธอค่อยๆขยับแว่นกรอบรีของเธอขึ้นเล็กน้อย แล้วหันไปทางหน้าโบสถ์

มาโทระ?? เธอเอ่ยเบาๆกับตนเอง ก่อนจะวางไม้กวาดไว้ข้างๆเสาโบสถ์และเดินออกไปรอข้างหน้าโบสถ์อย่างสำรวม สงบนิ่ง ในระหว่างที่มาโทระและเกรย์วิ่งมาถึงที่โบสถ์พอดี

ข้าบอกท่านกี่ครั้งแล้ว ท่านมาโทระ ว่าที่นี่ ไม่เหมาะสมที่บุคคลอย่างท่านจะมาเดินเพ่นพ่าน คำกล่าวอันทรงพลังที่ทำให้ทั้งมาโทระและเกรย์ผงะออกไปได้เล็กน้อย

ลิวครีช.. มันจริงหรอ ที่เธอจะทำลายโบสถ์นี้น่ะ.. มาโทระเอ่ยถาม ทำให้แม่พระตรงหน้าผู้มีนามว่าลิวครีชเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ รวมไปถึงเกรย์ด้วยเช่นกัน

มันจะเป็นการดีต่อตัวท่าน.. ท่านต้องอยู่ที่นี่ เพียงเพราะต้องปกป้องโบสถ์นี้และปกป้องตัวข้า จนกว่าท่านจะสามารถหาผู้สืบทอดคนที่ห้าได้ ลิวครีชเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง และเคร่งเครียด

ถึงจะอย่างงั้นก็เถอะ แต่ฉันก็ไม่ได้บ่นอะไรสักคำเลยนะ ฉันไม่คิดจะรังเกียจเลยด้วยซ้ำที่ต้องมาอยู่ที่นี่ มาโทระเถียงไม่ตกฟาก ลิวครีช เพียงแค่ยิ้ม ก่อนจะท่องมนต์อะไรสักอย่าง จนกระทั่งปรากฏสร้อยคอรูปดาบคู่ที่ไขว้ผสานกัน

ท่านจงรับไว้ และ.. หนีไปซะ อย่าเผลอสวมสร้อยคอนี้เป็นอันขาด นี่เป็นสิ่งที่ข้าเก็บรักษาไว้ มันเป็นสิ่งที่จะพิสูจน์ว่าใครคู่ควรที่จะเป็นผู้สืบทอดคนสุดท้ายของตระกูลท่าน ลิวครีชยื่นสร้อยคอให้มาโทระ เธอรับมันมาอย่างระมัดระวัง

และโปรดอย่าใช้โดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา.. หากผู้ที่สวมสร้อยคอนี้ลงไป จะไม่สามารถถอดออกมาได้ ถ้าไม่ได้ตัดศีรษะออกก่อน และถ้าหากเป็นคนที่ไม่คู่ควรกับผู้สืบทอดคนสุดท้ายของท่าน สร้อยนี่จะฆ่าเขาซะ คำกล่าวของลิวครีช ทำให้มาโทระเริ่มหน้าซีด เกรย์ที่ได้แต่ยืนฟังก็รู้สึกไม่ต่างกัน..

ถ้าอย่างนั้น ฉันไม่รับมันเสียจะดีกว่า มาโทระบอกปัดๆ

มันเป็นของ ของตระกูลท่าน ท่านจะต้องนำมันไปใช้.. มันก็มีอำนาจเหมือนกับปลอกแขนสีทองของท่านนั่นแหละ ถ้าคนอื่นนอกจากท่านใส่เข้าไป มันก็จะฆ่า.. น้ำเสียงเย็นเยือก ทำให้มาโทระถึงกับขนลุกเลยทีเดียว ลิวครีช เริ่มมองไปที่นาฬิกาซึ่งตั้งอยู่หน้าโบสถ์

ท่านจงไปซะ เวลาไม่คอยท่า ที่นี่กำลังจะระเบิดเสียแล้ว ลิวครีชเร่ง

แล้วเธอล่ะ? มาโทระหันไปถามลิวครีชขณะที่ตนเองก็เตรียมจะไปเหมือนกัน

ข้าเกิดที่นี่ อยู่เพื่อปกป้องที่นี่ และต้องสิ้นลมไปพร้อมๆกันตอนที่สถานที่แห่งนี้โดนทำลายลง จบคำกล่าว มาโทระพยายามจะใช้แรงเฮือกสุดท้ายวิ่งเข้าไปหาลิวครีชเพื่อดึงเธอออกมาจากโบสถ์ แต่ทว่า.. ไม่เป็นผล เธอกลับโดนม่านพลังที่ลิวครีชสร้างขึ้นมาสะท้อนออกไปเสียเอง

ข้าเข้าใจความรู้สึกท่านดี.. ตำแหน่งของท่าน คือบุคคลสำคัญอันเป็นที่รักของทุกคนในโบสถ์แห่งนี้ อันตัวข้า จะให้สัตย์สาบาน จากนี้ไป ข้าจะปกป้องท่าน จนกว่าวิญญาณจะแหลกสลาย แต่หากจะทำได้ ข้าจะต้องทำลายโบสถ์แห่งนี้เสียก่อน ท่านจงไป.. ภารกิจของท่าน เสร็จสิ้นลงแล้ว นี่เป็นคำสั่งที่ข้าได้รับมาจากท่านไวท์ ภูติครึ่งเอลฟ์ครึ่งมนุษย์ สหายของท่าน เหล่าพวกพ้องของท่าน ยังไม่ได้ลืมท่าน ยังไม่ตายจากไป พวกเขากำลังรอท่านกลับไปอยู่นะ.. จงไปเสียเถอะ สิ้นคำ นาฬิกาโบสถ์ก็บอกเวลาตีสองตรง ก่อนที่โบสถ์จะระเบิดออกมาเป็นจุล

บรี้ม!!

มันเป็นครั้งแรกและสุดท้าย ที่เธอทำให้มีคนตั้งสัตย์สาบานและตายลงต่อหน้าเธอ..
เกรย์.. ไปเถอะ มาโทระเดินไปตบบ่าเกรย์เพื่อเป็นการปลอบ เพราะเกรย์เอง ก็เป็นเด็กกำพร้า ที่เกิดในโบสถ์นี้ เธอเข้าใจดี ว่าในใจ เขาอยากจะตายไปพร้อมๆกับแม่พระลิวครีชแค่ไหน เพราะลิวครีช เป็นคนชุบเลี้ยงเขาขึ้นมา ร่างที่อายุราวยี่สิบต้นๆของเธอนั้นเป็นเพียงร่างเทียมเพื่อให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เพราะอายุจริงๆของลิวครีชนั้น ไม่มีใครสามารถรู้ได้เลยแม้แต่น้อย

ก่อนจะเดินไป มาโทระโค้งคำนับต่อโบสถ์พร้อมๆกับเกรย์

ฉันจะไม่ลืมเธอ.. ไม่ลืม

ในขณะที่เกรย์พยายามจะเอ่ยอะไรมาโทระก็รีบปิดปากเขาเสียก่อน ราวกับรู้ทันว่าเขาต้องการจะพูดอะไรออกมา

เกรย์ จำไว้นะ อย่าเอ่ยคำว่าลาก่อน มันมีความหมายซ้อนกับคำว่าลาจาก ซึ่งแปลว่าจะไม่ได้พบกันอีก พูดจบ เธอก็เดินนำเกรย์ไป

และ.. นายห้ามเรียกฉันว่าท่านด้วย มาโทระหันไปสั่งเกรย์อีกครั้ง

ครับ..ท่าน.. ถ้านายอยากตายไวก็ลองเรียกดูอีกทีสิ!! คราวนี้มาโทระตวาดบ้าง

มา..โทระ เขาพยายามฝืนใจพูดอย่างเต็มที่ ทำให้มาโทระฉีกยิ้มอย่างสบายใจ

อืม ดีละ ร่าเริงเข้าไว้แบบนี้แหละ เพื่อนฉันเองก็กำลังรออยู่นะ การเดินทางครั้งใหม่ เริ่มขึ้นอีกครั้ง? มาโทระและเกรย์ หลบหนีออกจากเมืองซีลเลียน ซึ่งขึ้นชื่อว่าเมืองหมอกแห่งความตายไปพร้อมๆกัน พร้อมๆกับที่ห้องของมาโทระนั่นเอง ชายผมสีดำน้ำเงิน ปิดใบหน้าซีกขวาของตน นัยน์ตาสีเทาเงิน ผิวขาวราวกับหิมะ ผิดกับคนเมืองนี้.. กำลังจ้องมองรูปภาพเก่าๆในห้องของมาโทระด้วยสีหน้าเศร้า

ฉันทำถูกแล้วใช่มั้ย? เอดี พูดจบ ไฟก็เริ่มลุกห้องนั้น.. และเขา เริ่มมองไปที่โทรศัพท์ตรงมุมห้อง..

ลาก่อน อดีตกับปวดร้าวของฉัน..
..

...
.
....
.

กริ๊งงงง..!!

You are the one

Super Junior


Edit

จริงๆแล้ววันนี้ เป็นวันสำคัญของเราจริงๆนะ^^

นั่นคือ วันที่เรากับทราย ติดต่อกันได้ ทางโทรศัพท์นั่นเอง><"

จำได้อยู่เลยทรายส่งข้อความมาหาเรา-0-

28/02/2006

07:45

นี่คือเวลาที่ติดต่อกันได้ ฟิคก็เริ่มแต่งขึ้นที่เวลานี้นั่นเอง-0- แต่เผอิญไฟดับ เลยต้องรีบปิด กว่าไฟจะติดก็ปาเข้าไปครึ่งชม. เลยมานั่งแต่งต่ออะนะ

คำว่าลาก่อน มันมีความหมายซ้อนกับคำว่าลาจาก ดังนั้น อย่าเอ่ยคำว่าลาก่อนนะ^^

[ข้อคิดจากค่ายAACP ขอบคุณพี่เรย์..รุ่น1 ที่สอนข้อคิดนี้ให้น้องๆรุ่น3ทุกคน^^]


edit @ 2007/02/28 10:52:14

Enigami Xelfer View my profile